Gabriel Orozco
- Gabriel-Orozco
- Island Within an Island 1993
- La DS 1993.
- My hand are my heart 1991
- Sleeping Dog 1990
- tate modern
- Black Kites 1997
- GO-111T
- chicotes 2010
- until you find another yellow schwalbe 1995
…………………………………………………………………………………………..
Gabriel Orozco
19 มกราคม – 25 เมษายน 2011
Tate Modern
คนทั่วไปมักจะกล่าวว่า Tate Modern เป็นหนึ่งในแกลลอรีที่ดีที่สุดในโลกที่ต้อนรับศิลปินจากทุกเชื้อชาติมาเป็นเวลานานหลายปี ดังเช่นงานศิลปะที่ไม่ควรมีเรื่องของเชื้อชาติ วัฒนธรรม ศาสนา และภาษามาเป็นตัวแบ่งกั้นนั้น ในคราวที่ภัณฑารักษ์ของ Tate Modern ประชุมกันถึงนิทรรศการครั้งหน้าของตัวแกลลอรีหลักที่ Tate Modern ณ กรุงลอนดอนนั้น ศิลปินหรือกลุ่มศิลปินจากต่างชาติที่ไม่ได้มีสัญชาติบริติสว่า มีชาติไหนบ้างที่ทาง Tate ยังไม่เคยจัดนิทรรศการให้เลย และเมื่อดูลิสต์รายชื่อแล้วก็เป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่าศิลปินสัญชาติเม็กซิกันนั้น เรายังไม่เคยเชิญมาเลยสักคน แม้เมื่อปีที่แล้วที่นิทรรศการยิ่งใหญ่ของ Francis Ayls ศิลปินสัญชาติเบลเยี่ยมที่ย้ายไปตั้งรกรากที่เม็กซิโก และทำงานที่สะท้อนเกี่ยวกับท้องถิ่นสังคมที่นั่นก็ตาม แต่ครั้งนี้ภัณฑารักษ์ต้องการศิลปินที่มีรากเหง้าความเป็นคนเม็กซิกันอย่างแท้จริง และใครคนนั้นที่มีผลงานที่โดดเด่นในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมาก็คือ Gabriel Orozco
Orozco เกิดที่เมือง Xalapa, Veracruz ในเม็กซิโก เมื่อปี 1962 งานของเขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในช่วงยุคปี 90 เขาได้ย้ายไปทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในหลายที่ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์ก ปารีส และเบอร์ลิน และยังมีนิทรรศการเดี่ยวของตัวเองที่มีชื่อเสียงตามแกลลอรีและพิพิธภัณฑ์ในประเทศต่างๆอีกหลายนิทรรศการ โดยที่งานหลักๆของเขานั้นจะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสถานที่และเวลาในตัวชิ้นงาน เขากล่าวว่า “เขาไม่ใช่นักคิดค้น แต่เป็นนักตีความ” นั่นหมายถึงเขามักเก็บเกี่ยววัตถุดิบที่มีอยู่แล้วรอบตัวมาใช้ในงานนำมาดัดแปลง สร้างองค์ประกอบ หรือแทนที่ในบริบทใหม่ให้กับมัน งานของเขาจึงเป็นการเล่นกับบริบทและวัตถุที่มีอยู่แล้ว นำมาตีความใหม่ให้ต่างออกไปตามแนวทางของเขา เช่น บางทีงานประติมากรรมของเขาก็เป็นเพียงแค่ภาพถ่าย ที่ถ่ายวัตถุที่มีอยู่แล้วตามซูเปอร์มาเก็ตเพียงแต่หยิบมันมาสร้างบริบทใหม่กับวัตถุข้างเคียงแล้วถ่ายภายของการเป็นงานประติมากรรมชั่วคราวเก็บไว้เท่านั้น โดยเขากล่าวว่าบางทีประติมากรรมที่เขาสร้างก็เป็นเพียงแค่แมลงที่มีวงจรชีวิตสั้นๆเท่านั้น นั่นเอง ดังนั้นทุกอย่างจึงน่าสนใจจากการตีความในรูปความหมายใหม่ เพราะมันคือการเชื่อมโยงในเรื่องของ วัฒนธรรม ผู้คน การศึกษา ที่เมื่อนำมาจัดองค์ประกอบใหม่แล้วมันก็เกิดเป็นอัตลักษณ์ชิ้นใหม่ในรูปแบบของเขานั่นเอง
My hands are my heart,1991 เป็นงานยุคแรกๆของเขาที่ใช้ดินจากข้างๆโรงงานมากกว่าที่จะใช้ดินที่ใช้ทำประติมากรรมมาบีบโดยใช้สองมือให้มีลักษณะคล้ายหัวใจ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัววัสดุที่ส่งผ่านไปยังคุณค่าของจิตใจของคนทำงานศิลปะ งานที่เป็นที่กล่าวขานมากที่สุดคือ LA DS, 1993 งานซึ่งกลายเป็นลายเซ็นของเขาในเวลาต่อมา ซึ่งความคิดที่จะเปลี่ยนวัตถุจากระบบอุตสาหกรรมให้กลายเป็นงานศิลปะได้ เกิดขึ้นเมื่อเขาได้ค้นพบรถ Citroen DS เก่าในสุสานรถในปารีส จากนั้นจึงได้ทดลองตัดรถออกเป็นสามส่วน เอาส่วนตรงกลางออก และประกอบอีกสองส่วนให้เป็นรถคันใหม่ซึ่งไม่มีเครื่องยนต์กลไกอะไรและนั่งได้คนเดียว มันคือการแปรสภาพของประโยชน์ใช้สอยของรถยนต์ให้หายไป โดยแทนที่คุณสมบัติด้วยความเป็นงานประติมากรรมเข้ามาแทน และในปี 1997 กับงานวาดเส้นด้วยดินสอลงบนหัวกะโหลกของจริงเพื่อเปรียบเหมือนการเผชิญหน้ากับความตาย ศิลปินที่มีชื่อเสียงเช่น Damien Hirst ก็นำหัวกะโหลกมาใช้ในงานของเขาเช่นเดียวกันโดยฝังเพชรแท้ 8,601 เม็ด ประดับลงบนกะโหลกและได้รับเงินไป 50 ล้านปอนด์จากการประมูล สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงระหว่างความเป็นความตายของมนุษย์นั่นคือหัวกะโหลกที่เป็นเศษซากของชีวิต ซึ่ง Orozco ได้วาดลวดลายเหมือนตารางหมากรุกลงบนกะโหลกนั้นเพื่อให้เป็นตัวแทนของความตาย การกลับมามีชีวิตที่มีคุณค่าและสวยงามอีกครั้ง
Carambole with Pendulum, 1990 ได้แรงบันดาลใจมาจากโต๊ะบิลเลียตของฝรั่งเศส โดยได้ดัดแปลงใหม่ให้เป็นรูปวงรี และที่ด้านข้างไม่มีถุงตาข่ายสำหรับใส่ลูกบิลเลียต แต่สามารถใช้เล่นได้จริง โดยได้แนวความคิดมาจาก Foucault’s Pendulum ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นงานวิทยาศาสตร์ใช้ในการทดลองการหมุนของโลก โดยใช้หลักการที่ว่า โลกย่อมหมุนไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นหลักตายตัว แต่โต๊ะนี้ไม่สามารถที่จะกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของลูกได้เนื่องจากจะมีลูกหนึ่งที่ผูกเชือกห้อยไว้ เวลาเล่นก็ใช้ไม้สอยไปที่ลูกนี้ให้ไปกระทบลูกข้างๆ เป็นการตีความที่ทำให้บิดเบือนประโยชน์ใช้สอยตามที่เขาเคยได้ทำในงานก่อนหน้านั้น มาถึงงานที่มักพบได้ทั่วไปบนท้องถนนกับงาน Chicotes, 2010 เขาได้พบซากยางที่ระเบิดหลงเหลือไว้มากมายบนท้องถนนในเมืองเม็กซิโก และได้เริ่มเก็บสะสมจากนั้นเป็นต้นมา เขากล่าวว่า “ซากยางนั้นมีคุณค่าเพราะมันผ่านกาลเวลาของล้อที่หมุนไปยังสถานที่ต่างๆ ผ่านช่วงเวลาและมีประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้เป็นร่องรอยของความทรงจำบนเศษซากนั้น เขาจัดวางงานนี้อย่างเรียบง่ายในห้องโล่งๆ เพียงแค่จัดองค์ประกอบให้สวยงามเท่านั้น งานที่ส่วนตัวผู้เขียนชอบมากที่สุดคืองาน Dial Tone, 1992 เป็นการตัดเบอร์โทรศัพท์จากสมุดโทรศัพท์ในนิวยอร์ก นำมาติดลงบนกระดาษสาญี่ปุ่นที่ละชื่อ ทีละหมายเลขเรียงร้อยอย่างเป็นระเบียบมีความยาวกว่า 10 เมตร เปรียบเหมือนการนำคนที่ไม่รู้จักกันมาติดต่อกัน มาใกล้ชิดกัน เป็นการสร้างสภาวะความสัมพันธ์ของคนในนิวยอร์กและเกี่ยวข้องกับการวัดปริมาตรในเชิงศิลปะอีกด้วย ทั้งหมดนี้ได้ตอบโจทย์ความสัมพันธ์ของมนุษย์ถึงการมีตัวตนที่บันทึกไว้ แต่ไร้ซึ่งการมีปฏิสัมพันธ์ของกันและกันของคนในเมืองใหญ่
นอกจากนี้ยังมีงานทดลองที่เขาได้ทำการ Drawing และ Painting อีกหลายภาพ โดยภาพส่วนใหญ่มักเป็นลวดลายกราฟิกธรรมดา แต่สร้างสถานะให้มีความเชื่อมโยงของกันและกัน รวมถึงงานภาพถ่ายในหลายๆช่วงเวลาที่เขาได้อยู่ในเมืองใหญ่ ผ่านประสบการณ์ใช้ชีวิตและนำเอาวัตถุดิบในเมืองนั้นมาเล่นมาตีความในรูปแบบของเขาได้ สิ่งหนึ่งที่ค้นพบในผลงานของเขา อาจจะไม่ใช่เป็นการค้นหาสิ่งแปลกใหม่ที่บังเกิดในงานศิลปะที่มีมาช้านานแล้วดังที่เขาได้กล่าวออกตัวไว้แต่ต้นว่า เขาไม่ใช่นักคิดค้น แต่เป็นนักการตีความ การตีความในรูปแบบใหม่ซึ่งเป็นการยากในการทำให้มุมมองนั้นมีความแหลมคมเฉกเช่นงานของเขา และมันก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยกับผลงานของเขาถ้าคุณไม่ได้รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เขาทำ แต่หลังจากที่ผู้ชมงานกลับบ้านไปแล้ว มุมมองของคนเหล่านั้นเมื่อได้เห็นวัสดุเหล่านี้อีกครั้งจะเปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งวัสดุอื่นๆที่นอกเหนือจากงานของเขาก็ตาม คนเหล่านั้นจะสามารถมีจินตนาการมองไปได้มากขึ้นว่าวัสดุทั่วๆไปที่พบเห็นเหล่านี้มันสามารถเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยอย่างพลิกหน้าพลิกหลังได้ นั่นคือสิ่งที่ควรจะได้จากผลงานของเขา
ดังเช่นที่ไอร์สไตล์ เคยบอกว่าจินตนาการสำคัญที่สุด ซึ่งเขาก็นำคำกล่าวนี้มาตีความในรูปแบบของเขาเช่นเดียวกัน จึงเกิดเป็นงานชิ้นใหม่ที่พลิกประโยชน์ใช้สอยให้ต่างไปจากเดิมได้ เป็นการต่อยอดความคิดของสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีการผลิตซ้ำๆมาแต่เดิมด้วยฝีมือของเครื่องจักรให้กลายเป็นงานศิลปะโดยผ่านกระบวนการความคิดของศิลปินนั่นเอง
2011 All rights reserved. “เที่ยวแบบ Art art by สุดหล่อ แซ่หลี่”
หากต้องการนำไปเผยแพร่เพื่อการศึกษาหรือเพื่อประโยชน์อย่างอื่นกรุณาแจ้งให้ทราบก่อนที่ leonews22@hotmail.com









